แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การลงทุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การลงทุน แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ลงทุนในอะไรเป็นการลงทุนที่ได้กำไรมากที่สุด?

ลงทุนในอะไรเป็นการลงทุนที่ได้กำไรมากที่สุด?

คนส่วนมากจะสนใจการลงทุนที่ให้กำไรสูงสุดครับ แต่กลับไม่สนใจว่า ทำอย่างไรจึงจะลงทุนแล้วได้กำไรมากที่สุด มันแตกต่างกันนะครับระหว่าง ลงทุนอะไรแล้วได้กำไรมากที่สุด กับ ทำอย่างไรจึงจะลงทุนแล้วได้กำไรมากที่สุด

เราคงเคยได้ยินว่า ลงทุนในหุ้นสิผลตอบแทนสูงนะ ใช่ครับผลตอบแทนสูงจริงๆ แต่เราอาจจะไม่ได้นึกความเสี่ยงที่จะทำให้เราขาดทุน คำถามคือ คุณยอมรับความเสี่ยงนั้นๆ แล้วจัดการความเสี่ยงนั้นๆได้อย่างไร?

การลดความเสี่ยงอันดับแรกที่เราสามารถทำได้ คือ การหาความรู้ในการลงทุนในสินทรัพย์นั้นๆ เช่นถ้าคุณสนใจในการลงทุนหุ้น ต้องรู้ก่อนว่า การลงทุนในหุ้นมีแบบใดบ้าง เช่น การซื้อขายเก็งกำไร ,การศึกษากิจการ แล้วเข้าซื้อหุ้นเพื่อเติบโตไปกับกิจการนั้นๆ คำตอบเหล่านี้เป็นการเริ่มต้นในการเดินทางไปสู่จุดมุ่งหมายของเราครับ

เมื่อเราค้นพบแล้วว่าเราต้องการลงทุนในหุ้นแบบไหน เราก็ต้องโฟกัสในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวิธีการ เพื่อลงทุนในวิธีที่เราสนใจ

ยกตัวอย่างเช่น ผมต้องการซื้อขายหุ้นเพื่อเก็งกำไร แล้ววิธีการเพื่อให้ประสบความสำเร็จในการเก็งกำไร ทำอย่างไร เช่น ศึกษาวิธีการวิเคราะห์เชิงเทคนิค (Technical Analysis) เพื่อค้นหาจุดเข้าซื้อ และจุดทำกำไร หรือจุดขายเพื่อหยุดการขาดทุน (Stop Loss) เป็นต้น

มาถึงตรงนี้สังเกตเห็นอะไรไหมครับ สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อคือ ก่อนที่เราจะไปลงทุนในสินทรัพย์อะไรก็ตาม เราควรลงทุนในความรู้ของเราเสียก่อน สำหรับตัวผมเอง จุดประสงค์รองคือการทำกำไรให้ได้มากที่สุด จุดประสงค์หลักคือการทำให้ความเสี่ยงให้น้อยที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นกับเงินของเรา

ทำไมผมจึงสนใจในการทำกำไรเป็นเรื่องรอง เพราะว่าเงินของเรามีจำกัดครับ หากผมมองเห็นการทำกำไรที่สูงมากๆ แต่เสี่ยงที่จะหมดตัวหรือเจ๊ง ผมเลือกที่จะเสี่ยงไม่มาก แล้วได้กำไรพอประมาณจะดีกว่า อย่างน้อยๆ ก็ยังพอจะรักษาเงินต้นไว้ได้ หรือเสียเงินต้นไปไม่มาก เมื่อเราศึกษา พร้อมกับสะสมประสบการณ์ ทำให้เราเชี่ยวชาญแล้ว เราจะสามารถทำให้ความเสี่ยงน้อย และสามารถกำไรเพิ่มขึ้นมากๆได้

ดังนั้น การลงทุนที่ได้กำไรมากที่สุด คือ การลงทุนในความรู้ ยิ่งคุณมีความรู้มากๆ ความเสี่ยงคุณจะน้อยลงๆ อาจจะได้ของแถมคือความสามารถในการต่อยอดอีกด้วยครับ แต่หากคุณไม่มีความรู้อะไรเลย การลงทุนก็เหมือนเอาเงินไปให้คนอื่น หรือไม่ต่างอะไรจากการพนันสักเท่าไรครับ หากมีเวลาว่างก็หาความรู้เพื่อเตรียมตัวที่จะลงทุนไว้ด้วยนะครับ

ฝากติดตาม Blog ของผม หรือ Like Page WealthyStory ด้วยนะครับ แล้วผมจะเสิร์ฟความรู้ในการเงิน การลงทุนให้ถึงหน้าจอของคุณครับ

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สร้างวินัยการลงทุน ด้วยเทคนิคการลงทุนแบบ Dollar Cost Averaging (DCA)

หลังจากที่เราเริ่มสร้างวินัยของเราด้วยการออมแล้ว โดยเก็บเงินออมทุกๆเดือน เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ต่อไปเรามารู้จักกับเทคนิคการลงทุนแบบ Dollar Cost Averaging (DCA) สร้างวินัยได้อย่างไร

Dollar Cost Averaging (DCA) 

เทคนิคการลงทุนนี้คือ ใช้เงินจำนวนเท่าๆกัน ในการซื้อหน่วยลงทุน ถัวกันไปทุกๆเดือน สังเกตว่า จะมีลักษณะคล้ายๆกับการเก็บออมเงิน เท่าๆกันทุกๆเดือน (สูตรสำเร็จการออมเงิน [รายรับ - เงินออม= รายจ่าย]) 

โดยเทคนิคการลงทุนแบบ DCA นั้น จะไม่สนใจราคาของหน่วยลงทุนนั้นๆ โดยเราจะได้หน่วยลงทุนเพิ่มขึ้นทุกๆเดือน ลองดูรูปตัวอย่างครับ


สังเกตุในส่วน Hi light สีแดงครับ จะเป็นช่วงราคาขาลง ในเดือนที่ 8 ราคาอยู่ที่ 9 บาท แต่ต้นทุนเฉลี่ยเราอยู่ที่ 10.88 บาท (ขาดทุน) หากเกิดราคาอยู่ในช่วงขาลงเป็นเวลานานมากๆ ควรจะควบคุมจิตใจให้ดีครับ ถ้าเลือกถูกตัวแล้ว ไม่ต้องขายครับ

แต่สุดท้ายหากตลาดกลับมาเป็นปกติแล้ว เราก็ยังจะมีโอกาสชนะตลาดอยู่ครับ

ข้อดีของเทคนิค DCA นี้ก็คือ เราจะไม่ต้องปวดหัวกับราคาที่ผันผวน เราจะมีหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้นทุกๆเดือน สะสมไปเรื่อยๆ และหากเป็นราคาช่วงขาขึ้นต้นทุนที่เกิดขึ้นจะเป็นต้นทุนเฉลี่ย พอที่จะชนะตลาดได้ หากเป็นราคาช่วงขาลงการใช้เทคนิคนี้จะทำให้ขาดทุนได้น้อยกว่า การลงทุนจำนวนเงินมากๆในครั้งเดียว  อีกข้อที่สำคัญก็คือ สร้างความมีวินัยในการลงทุนให้เราได้จริงๆครับ

เทคนิคการลงทุนแบบ DCA นี้สามารถใช้ได้กับทั้ง หุ้น และ กองทุนรวม ครับ เลือกที่เหมาะสม และที่เราเข้าใจมากที่สุด เพื่อปิดความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่รู้ของเราครับ

Note:เทคนิคการลงทุนแบบ DCA นั้นคุณผู้อ่านจำเป็นต้องเลือกลงทุนในหน่วยลงทุนที่มีคุณภาพ ถ้าหากพูดในมุมมองของหุ้น คือ คุณจะต้องเลือกเป็นเจ้าของธุรกิจที่ มีการบริหารที่ดี มีกำไร และเติบโตอยู่เสมอ เพราะจะทำให้คุณมั่นใจได้ส่วนหนึ่ง ว่าเราน่าจะสามารถโตไปกับบริษัท หรือ กองทุนที่เราเข้าไปลงทุนได้ครับ

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

6 สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนการลงทุน

ก่อนจะเริ่มต้นลงทุน ผมมีข้อแนะนำในแบบฉบับของผม ดังนี้ครับ

1. เตรียมเงินสำรองในกรณีฉุกเฉินก่อน

จากที่เคยเขียนไว้ในเรื่องการออมเงินครับ เราควรจะมีเงินสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉินอย่างน้อยต้องเท่ากับ 6 เท่า ของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เสมือนการเตรียมแผนสำรอง เมื่อเกิดเหตุที่จำเป็นต้องใช้เงิน จะได้ไม่ต้องดึงเงินที่เราลงทุนไปแล้วออกมาใช้ก่อน เพราะเสี่ยงต่อการขาดทุนมากกว่า

2. ใช้เงินเย็นในการลงทุน 

เหตุผลคล้ายกับข้อแรกครับ การลงทุนระยะยาวมากๆ ความเสี่ยงในเรื่องความผันผวนก็จะลดลงไปมาก ฉะนั้น เงินที่ใช้ลงทุนควรเป็นเงินเย็น เงินที่เราไม่จำเป็นต้องนำมาใช้อะไรเลย นอกจากการลงทุนครับ

3. ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการลงทุนให้มาก และเพิ่มพูนความรู้นั้นอย่างสม่ำเสมอ

เราสามารถจำกัดความเสี่ยงของการลงทุนได้ด้วย การเพิ่มความรู้ในการลงทุนให้กับตัวเราก่อนที่จะลงทุน เหมือนกับคำพูดของ Warren Buffet ที่ว่า "Risk comes from not knowing what you're doing." หรือ "ความเสี่ยงมาจากการที่ไม่รู้ว่าคุณกำลังทำอะไร" ฉะนั้น ไม่อยากเสี่ยง หรือไม่อยากเจ๊ง ก็ต้องเพิ่มความรู้ไว้ก่อนนะครับ อย่างน้อย ควรจะรู้วิธีเลือกหุ้นตัวไหน หรือกองทุนไหนมาเข้าพอร์ตดี

4. ต้องรู้ถึงความเสี่ยงที่สามารถรับได้

ก่อนที่จะเปิดพอร์ตการลงทุน จะมีการประเมินความเสี่ยง ที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุด และจะจำกัดให้คุณลงทุนในสินทรัพย์ได้ไม่เกินความเสี่ยงที่คุณรับได้ หากการลงทุนมีความเสี่ยงมากเกินไป แนะนำให้ฝากประจำดอกเบี้ยสูงแทนครับ (จะปลอดภาษีก็ดีครับ)

5. กำหนดจุดประสงค์ของการลงทุนของคุณ

จุดประสงค์ของการลงทุน จะทำให้การเลือกลงทุน เหมาะสม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น เพื่อสร้างรายได้ให้เราในอนาคต ,เพื่อให้ได้ผลตอบแทนดีกว่าอัตราดอกเบี้ยปกติ หรือ เป็นที่พักเงินที่ดีกว่าฝากธนาคาร ,เพื่อลดหย่อนภาษี เป็นต้น ไม่ใช่ว่า "เพื่อสร้างรายได้ให้เราในอนาคต" พอเห็นราคาขึ้นปุ๊ปขายทันที อันนี้ผมว่าผิดจุดประสงค์แล้วครับ ฮ่าๆ

6. มีเวลาติดตามผลการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ

การติดตามผลการลงทุน เหมือนกับการตรวจสุขภาพพอร์ตการลงทุนของเราครับ ว่ายังมีสุขภาพที่ดีอยู่ไม่ ผลตอบแทนยังมีแนวโน้มเป็นไปตามที่คาดหวังอยู่ไหม กำหนดระยะเวลาให้เหมาะสมกับ สินทรัพย์ที่เลือกลงทุนไปด้วยครับ เช่น ลงทุนในหุ้น อาจจะตามผลจากงบการเงิน รายไตรมาส เป็นต้นครับ

"การลงทุนควรอยู่ในกรอบที่เราสามารถควบคุมได้ พยายามปิดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นออกไปให้ได้มากที่สุด ทำตามจุดประสงค์ของการลงทุน และติดตามผลงานอย่างสม่ำเสมอ เริ่มต้นได้ขนาดนี้ ความสำเร็จของเราก็อยู่ไม่ไกลจนเกินไปครับ"