วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2558

กองทุนแบบไหนที่เหมาะสมกับคุณ

ประเภทของกองทุนสามารถแบ่งแยกตามประเภทของกองทุน และ ตามนโยบายการลงทุนดังนี้ครับ

แบ่งตามประเภทโครงการของกองทุนรวม

  1. กองทุนปิด  คือ กองทุนที่คุณสามารถซื้อหน่วยลงทุนได้ ณ ตอนเริ่มโครงการเพียงครั้งเดียว และจะไม่สามารถขายหน่วยลงทุนนั้นจนกว่าจะครบกำหนดที่โครงการกำหนดไว้ มีสภาพคล่องต่ำ โอกาสที่คุณจะสามารถซื้อกองทุนปิดได้ คือ คุณเป็นลูกค้าเดิมของ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) นั้นๆอยู่แล้ว ตามที่ผมเคยเจอก็จะเป็น e-Mail ส่งมาแจ้งข่าว วันที่เปิดให้ซื้อหน่วยลงทุนกองนั้นๆครับ
  2. กองทุนเปิด คือ กองทุนที่คุณสามารถ ซื้อ / ขายหน่วยลงทุนได้ตลอดระยะเวลาที่กองทุนนั้นยังดำเนินงานอยู่ มีสภาพคล่องสูง 

แบ่งตามนโยบายการลงทุน

  1. กองทุนรวมตราสารทุน  หรือ กองทุนรวมหุ้น มีนโยบายลงทุนในหุ้น หรือ ใบสำคัญแสดงสิทธิ์ที่จะซื้อหุ้น ไม่ต่ำกว่า 65% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนนั้นๆ
  2. กองทุนรวมตราสารหนี้  มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ต่างๆ เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน โดยจะไม่ลงทุนในตราสารทุน(หุ้น หรือ ใบสำคัญแสดงสิทธิ์จะซื้อหุ้น)
  3. กองทุนรวมผสม มีนโยบายการลงทุนใน ตราสารทุน (หุ้น) ไม่เกิน 65% และไม่น้อยกว่า 35% โดยมีการลงทุนผสมรวมกับ ตราสารหนี้ ทำให้กองทุนแบบนี้ ความเสี่ยงน้อยกว่า กองทุนรวมหุ้น เนื่องจากกระจายไปลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่า
  4. กองทุนรวมหน่วยลงทุน มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนอื่น ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับตราสารที่กองทุนนั้นเข้าไปลงทุนครับ
  5. กองทุนรวมตลาดเงิน มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ ที่มีคุณภาพ และ มีกำหนดชำระเงินต้นเมื่อทวงถาม หรือ อายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี
  6. กองทุนรวมมีประกัน คือ กองทุนที่มี บลจ. จัดให้สถาบันการเงินประกันต่อผู้ถือหน่วยลงทุนว่า "จะจ่ายเงินลงทุน หรือ เงินลงทุนและผลตอบแทน ตามจำนวนเงินที่ประกันไว้" (อาจจะเป็นบางส่วน หรือ ประกันทั้งจำนวน) หากผู้ถือหน่วยลงทุน ถือหน่วยลงทุนครบอายุได้ตามระยะเวลาที่ประกันกำหนด
  7. กองทุนรวมคุ้มครองเงินต้น คือ กองทุนที่ บลจ. วางแผนการลงทุนเพื่อให้ความคุ้มครองเงินลงทุนของผู้ถือหน่วยลงทุน
  8. กองทุนรวมดัชนี  มีนโยบายการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน โดยอ้างอิงกับดัชนีของหลักทรัพย์ เช่น ดัชนี SET50 หาก ดัชนี SET50 ปรับตัวขึ้น ผลตอบแทนก็เพิ่มขึ้น เป็นต้น
  9. กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ มีนโยบายการลงทุนในตราสารที่เป็นของต่างประเทศ ซึ่งจะมีความเสี่ยงในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศแล้ว ยังมีความเสี่ยงในเรื่องภาวะตลาด หรือ ภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่เข้าไปลงทุนด้วยครับ
  10. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนที่มีจุดประสงค์ในการสงเสริมการออมระยะยาวเพื่อการเลี้ยงชีพของผู้ถือหน่วยลงทุน และสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามที่สรรพากรกำหนดไว้ด้วยครับ
  11. กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) มีนโยบายการลงทุนที่เน้นการลงทุนในหุ้น เราจะได้ผลประโยชน์จากการซื้อกองทุนประเภทนี้คือการลดหย่อนภาษี การจะขายคืนได้จำเป็นต้องถือหน่วยลงทุนให้ครบกำหนด 5 ปีปฏิทิน นับจากปีที่ ซื้อหน่วยลงทุนนั้นครับ
  12. กองทุนรวมสำหรับผู้ลงทุนในต่างประเทศ คือ กองทุนที่เสนอขายหน่วยลงทุนทั้งหมดให้ผู้ที่ไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย
  13. กองทุนรวม ETF มีนโยบายการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนเป็นไปในทิศทางเดียวกับดัชนีอ้างอิง โดยดัชนีอ้างอิงมีทั้งที่เป็นดัชนีราคาหลักทรัพย์ ดัชนีราคาตราสารหนี้ รวมถึงดัชนีอ้างอิงราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ น้ำมัน หุ้น ฯลฯ ซึ่งมีลักษณะ คล้ายกับ กองทุนรวมดัชนี แต่ว่ามีคุณสมบัติคล้ายกับหุ้นในตลาดตัวหนึ่ง โดยการซื้อขายขั้นต่ำ 100 หน่วย ต่างกับกองทุน ที่ระบุขั้นต่ำเป็นจำนวนเงิน และ ETF สามารถซื้อขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ (ไม่ใช่ บลจ.)ครับ
  14. กองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม มีนโยบายการลงทุนเจาะจงในบางหมวดอุตสาหกรรม เพียงบางหมวด เช่น ลงทุนเฉพาะหุ้นกลุ่ม ICT ,ฺEnergy เป็นต้น
  15. กองทุนรวมสินค้าโภคภัณฑ์ มีนโยบายลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ น้ำมัน ฯลฯ โดยที่กองทุนนั้นอาจลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์โดยตรง หรือลงทุนในหลักทรัพย์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับสินค้าโภคภัณฑ์หรือดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์
  16. กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ มีนโยบายการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้ได้ผลประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ โดยมุ่งเน้นการบริหารอสังหาริมทรัพย์ให้ได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ มากกว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการพัฒนาและขายต่อ
  17. กองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนที่เป็นชาวต่างด้าว คือกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับการลงทุนของชาวต่างชาติในตลาดหลักทรัพย์ โดยข้อจำกัดเดียวกับอัตราส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติ
  18. กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน มีนโยบายลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น การคมนาคม การสื่อสาร การไฟฟ้า เช่น ล่าสุดที่กำลังจะเสนอขายบุคคลทั่วไปก็คือ EGATIF 
ประเภทกองทุนรวมอาจจะมีแยกย่อยไปมากกว่าที่ผมเขียนไว้ในบทความนี้ครับ เพราะ นโยบายการลงทุนยังสามารถปรับเปลี่ยนไปได้อีก หรืออาจจะผสมรวมๆกันได้อีก เช่น กองทุนรวมที่ลงทุนหุ้นในต่างประเทศ ซึ่งเท่าที่ผมลองค้นหากองทุนดู บางกองทุนน่าจะอยู่ในประเภท A กลับไปอยู่ในประเภท B เช่น กรณี กองทุนรวมที่ลงทุนหุ้นในต่างประเทศ ซึ่งอาจจะคิดว่าอยู่ในกองทุนรวมตราสารทุน แต่อยู่กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศครับ 

คราวหน้าเราจะมาดูวิธีค้นหากองทุนรวมกันครับ :D

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558

กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน EGATIF (ข้อมูลเบื้องต้น)


EGATIF เป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานกองแรกของประเทศไทยที่สนับสนุนโดยรัฐวิสาหกิจ โดยจะเข้าลงทุนในสิทธิรายได้ค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1 เป็นระยะเวลาการลงทุน 20 ปี และ EGATIF จะมีขนาดกองทุนเบื้องต้นประมาณ 20,000 ล้านบาท

จากข้อมูล จะเปิดขายหน่วยลงทุน โดยสามารถซื้อได้ที่ ธนาคารไทยพานิชย์ เบื้องต้นไปสืบมา ลงขั้นต่ำ 5,000 หน่วยครับ ราคา 10 บาทต่อหน่วย ก็เท่ากับ 50,000 บาท ครับ

สิทธิรายได้ค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้า คืออะไร
ผมขออธิบายตามที่ผมเข้าใจนะครับ สมมุติโรงไฟฟ้าของเอกชน จะผลิตไฟฟ้าขายให้ กฟผ. จะมีเรื่องค่าความพร้อมในการจ่ายไฟฟ้า (AP) ที่ กฟผ. ต้องจ่ายเงินให้เอกชนรายนั้นตามสัญญาว่า กี่ Mega Watt โดยคิดเป็นรายชั่วโมง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการที่ กฟผ. จะดึงไฟฟ้าส่วนนั้นไปหรือยังนะครับ หรือ หมายถึงโรงไฟฟ้านั้นพร้อมหรือไม่พร้อมที่จะจ่ายไฟ ถ้าพร้อมจ่ายไฟ กฟผ. จะจ่ายเงินให้กับเอกชนรายนั้น โดยในสัญญาจะระบุด้วยว่า ถ้าไม่สามารถจ่ายไฟให้ได้ตามที่สัญญากำหนด จะต้องชดเชยตามชั่วโมงที่ไม่สามารถจ่ายไฟให้ได้
ดังนั้น รายได้ของ EGATIF ก็คือค่าความพร้อมที่อธิบายไปข้างต้นครับ
โดย EGATIF มีสัญญาจะต้องพร้อมจ่าย 670 MegaWatt และจะได้รายได้ค่าความพร้อมในการจ่ายไฟของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1 หลังจากนั้นค่อยแบ่งสรรปันส่วนให้ผู้ถือหน่วยลงทุนครับ โดยจะมีการคืนเงินต้นด้วย การคืนเงินต้นอยู่ในหัวข้อผลตอบแทนด้านล่างนะครับ

ความเสี่ยง

ความเสี่ยงในการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าฯ

ในกรณีที่โรงไฟฟ้าฯ ไม่สามารถเดินเครื่องตามชั่วโมงความพร้อมจ่ายที่ระบุไว้ในสัญญาการเข้าลงทุนในรายได้ค่าความพร้อมจ่ายหรือหยุดซ่อมบำรุงไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนด อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของ EGATIF

ความเสี่ยงของการขึ้นค่าเบี้ยประกันภัย

เนื่องจากการทำประกันภัยจะต้องมีการต่ออายุเป็นรายปี ดังนั้นนักลงทุนจะมีความเสี่ยงจากค่าเบี้ยประกันภัยของโรงไฟฟ้าฯ ที่อาจปรับสูงขึ้นได้และส่งผลกระทบต่อรายได้ที่จะส่งมอบให้แก่ EGATIF

ความเสี่ยงในการไม่มีความพร้อมจ่าย

กรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่โรงไฟฟ้าฯ เสียหาย ซึ่งทำให้ไม่มีความพร้อมในการจ่ายไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม EGATIF จะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก (BI) โดยมีระยะเวลาคุ้มครองทั้งสิ้น 24 เดือน (Indemnity Period) และมีระยะเวลาการรับผิดส่วนแรก (Deductible) สูงสุดไม่เกิน 75 วัน โดยขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

โครงสร้างรายได้ของ EGATIF


หมายเหตุ: มูลค่าในแผนผังเป็นมูลค่าประมาณการในอนาคต ดังนั้น ผลตอบแทนนักลงทุนอาจมีการเปลี่ยนแปลงจากการดำเนินงานจริงของ ทรัพย์สิน ที่กองทุนรวมฯ เข้าลงทุนเป็นครั้งแรก 
หมายเหตุ 1: อัตราส่วนที่กำหนดคำนวณจากค่าเฉลี่ยของสัดส่วนที่จะโอนให้แก่กองทุนรวมฯ ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2558 ถึง 31 มิถุนายน 2559

ภายใต้สัญญาการเข้าลงทุนในรายได้ค่าความพร้อมจ่าย ค่าความพร้อมจ่าย AP1จะถูกกําหนดตาม 
  1. อัตราค่าความพร้อมจ่าย APR1 (Availability Payment Rate 1: APR1) ซึ่งถูกกําหนดเป็นเงินบาทต่อกิโลวัตต์ตาม ชั่วโมงความพร้อมจ่ายในแต่ละปีตลอดอายุของสัญญาการเข้าลงทุนในรายได้ค่าความพร้อมจ่าย 
  2. กำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญา (670 เมกะวัตต์)
  3. จํานวนชั่วโมงของความพร้อมจ่ายตามที่ระบุไว้ในสัญญาการเข้าลงทุนในรายได้ค่า ความพร้อมจ่าย 

ผลตอบแทน

EGATIF ประมาณการผลตอบแทนไว้ที่ ราวๆ 5% โดยจะปันผลให้ปีละ 2 ครั้ง แต่หากมีกำไรมากพอจะคืนเงินลงทุนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน (ทยอยๆคืนให้) โดยการลดทุน ทำให้มูลค่าหน่วยลงทุนอาจลดเหลือ 0 บาทได้ครับ

เข้าซื้อขายในตลาดรอง 13 กรกฎาคม 2558 ครับ

สิ่งที่ EGATIF น่าสนใจคือ

  • รายได้ค่าความพร้อมค่อนข้างคงที่
  • โรงไฟฟ้าแห่งนี้มีดัชนีความพร้อมสูงกว่าค่าเฉลี่ยความพร้อมของโรงไฟฟ้าในอเมริกาเหนือ ซึ่งจัดทำโดย North American Electricity Reliability Corporation (NERC)
  • EGATIF ไม่มีภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับโรงไฟฟ้า ทั้งค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน และ ค่าบำรุงรักษา
  • รายได้ไม่ขึ้นกับปริมาณไฟฟ้าที่จะเข้าสู่ระบบและค่าไฟฟ้า (นับแค่พร้อมจ่ายหรือไม่พร้อม)
  • มีการทำประกันความพร้อมจ่าย โดยได้รับค่าสินไหมทดแทน
  • ปันผลร้อยละ 90 ของกำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้ว และบุคคลธรรมดาได้รับการยกเว้นภาษีเงินปันผล 10 ปี แรก
ผมแนะนำผู้ที่สนใจอ่านหนังสือชี้ชวน เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและชัดเจน ตามลิงค์ด้านล่างครับ
http://www.egatif.com/
และ
http://market.sec.or.th/public/mrap/MRAPView.aspx?FTYPE=I&PID=0303&PYR=2558

ฝากกดไลค์เพจ WealthyStoryTH ด้วยนะครับ

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ความอดทนน้อย จุดอ่อนของคน Gen Y

วันนี้ขอพูดถึงกลุ่มคน Gen Y (คนที่เกิดในช่วงปี 2523-2540) สักหน่อยครับ เนื่องจากคน Gen Y นี้ ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัยทำงานพอดี

คนกลุ่มนี้เติบโตมาพร้อมกับ Technology ซึ่งต้องการความรวดเร็ว ไม่ชอบทำอะไรที่ช้าๆ นานๆ ผมว่าด้วยเหตุนี้ Gen Y จึงมีจุดอ่อนก็คือ ความอดทนน้อย

ยกตัวอย่างเช่น อยากประสบความสำเร็จเร็วๆ อยากรวยเร็วๆ แบบที่ไม่ต้องเรียนรู้มาก อยากได้เงินเดือนเยอะๆ โดยที่ประสบการณ์ยังน้อย ความอดทนต่ำในการทำงานร่วมกับผู้อื่น

จากตัวอย่างแต่ละข้อที่กล่าวมา คน Gen Y 
ที่เป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ ส่วนใหญ่ก็จะเบื่องานได้ง่าย เปลี่ยนงานบ่อยๆ (จุดประสงค์อาจจะทั้งเบื่อและ เงินเดือนได้เพิ่มขึ้น) ทำงานจะให้เสร็จๆไปโดยเร็ว ขาดความละเอียดรอบครอบ ความผิดพลาดในงานก็มีสูง ทำให้องค์กรเสียหายได้ (อย่างน้อยก็ต้นทุนเรื่องเวลา)

จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น พร้อมกับเบื่องานแล้ว เลยหนีดีกว่า บางคนก็จะออกไปทำธุรกิจส่วนตัวบ้าง หรือบางคนก็ออกมา full time trader หรือเป็นนักเล่นหุ้นแบบเต็มเวลา หรือ สรุปง่ายๆว่า ทำไงก็ได้ให้เป็นเจ้านายตัวเอง หรือ ไม่ต้องมีคนมาคอยควบคุม และต้องการหาเงินแบบง่ายๆไปพร้อมๆกัน

ฟังดูเหมือนน่าจะง่ายๆไม่มีอะไร อยากเป็นเจ้าของธุรกิจก็ทำได้ มีเงินทุนแล้ว อยากนั่งเล่นหุ้นอยู่บ้านก้ได้ มีเงินทุนแล้ว อะไรมันจะง่ายขนาดนั้น การที่มีเงินทุนเป็นใบเบิกทางอยู่แล้วมันเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่าานั้น 

ขอยกตัวอย่างฝั่งธุรกิจครับ การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ถ้ามีแค่เงินก็สามารถทำได้สำเร็จแล้วผมว่าไม่ใช่ครับ สมมุติว่าร้านกาแฟบูมมาก ใครๆก็เปิดร้านกาแฟ มีเงินเพียงพอก็เปิดได้ เลยจะเปิดร้านกาแฟบ้าง 
คิดแบบนี้ก็แย่แล้วครับ เพราะว่าคิดจะกระโดดเข้าไปในธุรกิจที่การแข่งขันสูงแบบนั้น เพราะใครๆเขาก็ทำกัน ถ้าประสบการณ์น้อย เงินทุนมีไม่เยอะพอ เลือกทำเลไม่เป็น การตลาดก็ไม่รู้เรื่อง ไม่มีอะไรแปลกแตกต่าง ร้านกาแฟคุณจะไปรอดมั้ยครับ และการจะเปิดร้านอาหารหรือสินค้าที่เป็นของกินแบบนี้ คุณต้องมีความพิถีพิถันในการทำนะครับ จะไว้ใจลูกจ้างชงกาแฟรสชาติไม่คงที่ เพื่อแลกกับเงินที่ลูกค้ายอมจ่ายมา ก็อาจจะไม่คุ้มค่า เพราะไม่อร่อยใครจะมาซื้อซ้ำอีกล่ะครับ ยิ่งข่าวร้ายดังกว่าไปไวกว่าข่าวดี  ทีนี้เป็น viral marketing เลย ร้านนี้ไม่อร่อยเลยอะ ลูกค้าหายกำไรหด ฉะนั้นอย่างน้อย ถ้าจะเปิดร้านอะไร คุณก็ต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นมากๆ

แม้แต่การจ้างบาริสต้าเก่งๆมาประจำร้านเอง ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี ถ้าบาริสต้าคนนั้นลาออกไป หรือโดนร้านอื่นในละแวกนั้นซื้อตัวไป ร้านคุณจะทำยังไงดีครับ


ขอแวะไปที่ทำร้านค้าใน IG Facebook สักนิดนึง เห็นตามข่าวบ่อยๆ แม่ค้าวีนลูกค้า (เป็นซะอย่างนั้น) คือจะเป็นแม่ค้า ขายสินค้า ลูกค้าออนไลน์ เค้ามีเวลาเยอะกว่าพวกที่มาเดินๆซื้อตามตลาดมากนะครับ ลูกค้าข้องใจอะไร ก็ต้องถามขอรายละเอียดเป็นปกติ ถามเรื่องสินค้าตอน 6 โมงเช้า ยังโดนวีนผมละไม่อยากเชื่อ ความอดทนไปไหนกันหมด สุดท้ายแม่ค้าโดนสังคมประนามกันเลยทีเดียว ถึงกับต้องปิดร้านหรี หรือเปลี่ยนชื่อร้านกันเลย แถมมีแม่ค้าบางร้าน รายละเอียดสินค้าไม่รู้ ถามนั่นไม่รู้ ถามนี่ไม่รู้ แล้วใครเค้าจะอยากมาซื้อกันละครับ บางทีตอบมาแบบไม่รู้ๆ ถ้าไม่จริง ลูกค้าจะหาว่าเราหลอกเขานะครับ เพราะฉะนั้น เป็นแม่ค้าออนไลน์ ก็ต้องมีความรู้ในตัวสินค้าให้มากๆอีกเช่นกัน

ส่วนที่นั่งเล่นหุ้นอยู่บ้าน อันนี้ความเสี่ยงอยู่ที่ความไม่รู้ หรือ ความรู้และประสบการณ์น้อย เช่นกันครับ หากเล่นหุ้นตามข่าว คุณก็จะไม่มีวันชนะใครเลย เพราะคุณรู้ข่าว คนอื่นเค้าก็รู้ด้วย (ยกเว้นวงใน 555 ถ้ามีเพื่อนสนิทอยู่วงในก็แล้วไป) 

แต่ถ้าคุณบอกจะเล่นแบบเทคนิค วิเคราะห์กราฟ ก็ต้องไปหาความรู้ซะก่อนว่า ตอนไหนต้องซื้อ ตอนไหนต้องขาย ถ้ามันไม่เป็นไปตามที่คิด คุณกล้า Cut Loss ใช่มั้ย เพราะมีคนที่ต้องเอาเงินไปจมกับหุ้นติดดอยสูงๆ เนื่องจากไม่ยอม Cut Loss นี่แหละครับ ผลสุดท้ายก็จำใจเป็นนักลงทุนหุ้นเน่าระยะยาว ฮ่าๆ เพราะเล่นแบบเทคนิค แล้วไม่ได้สนใจพื้นฐานของหุ้น ขอเพียงแต่ให้ราคามันวิ่ง ก็จะได้ถือหุ้นเน่าๆแบบนี้แหละครับ

ผมอาจจะยกตัวอย่างได้ไม่หมดทุกมุมมอง แต่ก็พอจะเห็นได้ว่า การที่จะเป็นนายตัวเองนั้นไม่ได้ง่าย สวยหรูตามที่เราคิดไวเสมอไปนะครับ เพราะมันเต็มไปด้วย อุปสรรคมากมาย ความเสี่ยงหลายๆด้าน และความอดทนที่ต้องมีมากๆ อดทนที่จะฟันฝ่าอุปสรรค อดทนที่จะเรียนรู้ อดทนเพื่อความสำเร็จ

ดังนั้นแล้ว ถ้าผมอยากจะแนะนำก็คือ ถ้าหาตัวเองเจอแล้วว่าคุณอยากจะทำอะไร อยากเป็นเจ้าของธุรกิจอะไร ลองไปเป็นลูกจ้าง ในธุรกิจนั้นๆก่อนครับ ไปเป็นเพื่อให้รู้ว่า ธุรกิจนี้ทำงานกันยังไง เขาเจอปัญหาอะไรบ้าง ลองช่วยคิดและเสนอวิธีแก้ปัญหา ในวันนึงที่คุณคิดว่า มีความรู้และประสบการณ์มากพอแล้ว คุณจะออกมาลองเปิดธุรกิจนั้นๆดูบ้าง ก็คงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าทำไปแบบไม่มีความรู้อะไรเลย จริงไหมครับ

"คงไม่มีคนไหนที่จะประสบความสำเร็จง่ายๆ โดยที่เขาไม่ต้องพยายามทำอะไรเลย"




วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ขอบคุณความจน?? ที่จะทำให้เราไม่จน

ใครเคยโทษโชคชะตาที่เราเกิดมาจน เกิดมาแล้วไม่มีเหมือนคนอื่นๆ บ้างมั้ยครับ ?

จริงๆ เกิดมาจน เกิดมาไม่มีเหมือนคนอื่น ก็ไม่ได้ผิดอะไรครับ
ผมมองว่ามันเป็นเรื่องโชคดีซะอีก

ลองคิดดูครับ คนที่มีพร้อมทุกอย่าง พ่อแม่หาให้ทุกอย่าง เค้าจะเก่งได้อย่างไร เค้าจะเคยล้มเหลวมั้ย หรือพ่อแม่จะประครองเค้าไปตลอดชีวิต
คนเราพอไม่เดือดร้อนอะไร เราก็จะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ขวนขวาย ไม่ได้เสาะแสวงหา ไม่ได้คิดจะพัฒนา ไม่มีเป้าหมายที่ท้าทาย(พ่อแม่ช่วยทุกอย่าง)

กลับกันครับ คนที่ไม่ได้มีพร้อมตั้งแต่เกิด ต้องช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน หรือหนักหน่อย ต้องทำงานเลี้ยงปากท้องตัวเอง หรือ คนในครอบครัว ก็จะเจอปัญหาเยอะกว่า เคยแก้ปัญหามากกว่า ที่สำคัญทำให้ประสบการณ์มากกว่า

ส่วนใหญ่คนเหล่านี้จะตั้งเป้าหมายของชีวิตไว้ว่า "จะไม่ยอมลำบากแบบนี้อีกเป็นอันขาด" (ถ้าเขาคิดได้ว่าต้องตั้งเป้าหมายนะครับ) ใช่ครับ มันเหนื่อย มันยาก แต่เป้าหมายที่เจ๋ง ก็ต้องมีวิธีการเดินทางไปยังเป้าหมายที่ดีด้วย ถึงมันจะเหนื่อย มันจะยาก ถ้าวางแผนดี อาจจะมองเห็นปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ก่อน เราก็พอจะคิดล่วงหน้าไว้ก่อนว่าจะรับมือปัญหานั้นอย่างไรดี

คนเหล่านี้ ถ้าไม่ท้อใจ ล้มแล้วไม่ลุกขึ้นยืนใหม่ โทษโชคชะตาเสียก่อนที่จะพยายามใหม่ ก็น่าจะเป็นคนนึงที่ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ครับ หากไม่ถึงขั้นนั้น อย่างน้อยเค้าก็จะไม่ลำบากเหมือนก่อน มีประสบการณ์ไว้สอนลูกหลาน

แต่หากเราตายไปทั้งที่ยังจนอยู่ อย่าไปโทษโชคชะตาครับ โทษตัวเราเองดีกว่า เพราะทั้งชีวิตคุณทำอะไรอยู่ ไม่มีการพัฒนาตนเอง ไม่มีการเพิ่มรายได้ แต่ถึงตอนนั้นก็สายเสียแล้วล่ะครับ

ไม่อยากจนก็ต้องมีความคิดที่มีการพัฒนาด้วยครับ

ปล.ถ้าชอบแชร์ได้เลยครับ
fb.com/WelathyStoryTH

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ใช้บัตรเครดิตอย่างไรให้ฉลาด

ช่วงสัปดาห์นี้อ่านข่าวเจอเรื่องสินเชื่อ การผิดนัดชำระ หนี้ NPL สูงขึ้น และอีกมากมาย จริงๆเรื่องบัตรเครดิตมีไว้ไม่เสียหาย (จะเสียหายก็ตอน sale โทรมาขายของนี่แหละครับ ฮ่าๆ เพราะได้ข้อมูลส่วนตัวเราไป) แต่ถ้ามีบัตรเครดิตแล้วใช้จ่าย ผ่อนของไม่จำเป็นกันอย่างเพลิดเพลิน คงไม่ดีแน่ครับ

ผมเคยยกตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิตให้ดูแล้วนะครับ (Link)

ด้วยบัตรเครดิตมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ประมาณ 20% ถ้าไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดชำระ ดอกเบี้ยจะเริ่มถูกคิดทันทีครับ

"บัตรเครดิตเป็นตัวที่ทำให้เราเสียความมีวินัย อย่างร้ายแรงเลยครับ เพราะมันให้เราใช้เงินในอนาคตได้ การเงินปัจจุบันจะแย่ลงทันตาในเดือนถัดไป เพราะต้องเอาเงินปัจจุบันไปจ่ายหนี้ที่ใช้ไปเดือนที่แล้วยังไงล่ะ"

ใช้บัตรเครดิตให้ฉลาด มันเป็นอย่างไร

1. เก็บวงเงินไว้ใช้ยามจำเป็นจะดีกว่า

ความจำเป็นที่ว่า เช่น เจ็บป่วย อุบัติเหตุ เข้าโรงพยาบาล  คือ ผมเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้นะครับ คุณแม่เข้าโรงพยาบาล ต้องรักษาตัวอยู่หลายวัน พอวันที่จะออกจากโรงพยาบาล ต้องชำระเงินแล้วเงินสดผมก็มีไม่ถึง (เพราะว่าหักเก็บออมไปหมดแล้ว เหลือไว้แค่พอใช้ในเดือนนั้น) ก็ต้องพึ่งบัตรเครดิตเพราะเหตุนี้ครับ
"หากมีบัตรแล้วจะทำให้เราจำเป็นบ่อยขึ้น หากเป็นเช่นนั้นไม่ควรทำบัตรเครดิตดีกว่าครับ ด้วยการที่เราหักห้ามใจไม่ได้ วินัยจะเสียซ้ำสอง อาจจะตามด้วยหนี้ และมีของแถมเป็นดอกเบี้ยแสนแพง"

2. หากจะผ่อน ผ่อนเฉพาะ 0% เท่านั้น และควรจะผ่อนทีละอย่าง

เพราะว่า ยิ่งผ่อนหลายอย่าง ยิ่งทำให้จน ของก็เสื่อมสภาพไป หนี้ก็ใช้ยังไม่หมด หลายผลิตภัณฑ์ จัดโปรโมชัน ผ่อน 0% จะกี่เดือนก็ว่าไปกันไป หลอกล่อให้เราเกิดการใช้จ่ายมากขึ้น เจอกรณีแบบนี้ต้องตั้งสติเข้าไว้ครับ จำเป็นหรือไม่ หรือแค่ต้องการ ถามตัวเองหลายๆรอบครับ

3. ถ้าไม่ได้ผ่อน กรุณาชำระหนี้เต็มจำนวน

หากคิดว่าไม่สามารถชำระหนี้เต็มจำนวนได้ กรุณาอย่าใช้บัตรเครดิต อย่างที่กล่าวไว้ในข้างต้นเรื่องอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต 20% เยอะมากนะครับ และไม่ใช่ว่าการจ่ายขั้นต่ำไปเรื่อยๆ หนี้ของคุณจะหมดใน 10 เดือนนะ (ชำระขั้นต่ำ 10%) ลองดูตัวอย่างการคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ผมแปะลิงค์ไว้ด้านบนครับ ถ้าคุณจ่ายขั้นต่ำไปเรื่อยๆ คงต้องจ่ายจนสิ้นลมหายใจแน่ๆ

4.ใช้ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด

ใช้บัตรเครดิตแล้วมี ส่วนลด ได้คะแนนสะสม นำมาแลกของรางวัลได้ และอีกเรื่องคือ ถ้าจะซื้อของผมจะรูดซื้อหลังจากวันตัดยอด 1 วัน เพราะจะทำให้คุณมีเวลาเพิ่มขึ้นอีก 15 วันในการครบกำหนดจ่ายครั้งหน้า

5.อย่าใช้เพราะเห็นแก่คะแนนสะสมเพียงอย่างเดียว

กรุณาคิดถึงภาระหนี้ด้วย คะแนนสะสมไม่ได้ทำให้คุณรวยขึ้น แต่หนี้ทำให้คุณจนลง อย่างเช่นโปรโมชัน ซื้อเท่านั้น ได้แต้ม x2 ซื้อเท่านี้ ได้แต้ม x5 ประมาณนี้ครับ คือถ้าสินค้าชิ้นนั้นไม่ได้จำเป็นกับเรา เราต้องเสียตังเพื่อแลกแต้มมั้ยครับ ?? ผมพูดถึงคะแนนสะสมเพื่อให้เห็นภาพโปรโมชันที่มีจริงๆนะครับ หากรวมๆแล้วก็คือโปรโมชันที่คอยมาดูดเงินเรานี่แหละครับ บางท่านรูดเพลิน เดือนหน้าก็เป็นมนุษย์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอีก กินบ่อยๆไม่ดีนะครับ ผมร่วงหมด แย่เลย

6.ชำระหนี้ให้ตรงกำหนดทุกงวด

เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ไม่เกิดดอกเบี้ย แถมประวัติทางการเงินที่ดีอีกด้วย ซึ่งประวัติทางการเงินที่ดี สามารถช่วยให้คุณขอกู้ ได้ง่ายขึ้น แน่นอนว่า ผมแนะนำให้เป็นการกู้เพื่อที่อยู่อาศัย หรือ กู้เพื่อสร้างรายได้ในอนาคต เช่น สร้างกิจการ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามการมีบัตรเครดิตอยู่ในมือก็เป็นการเสี่ยงที่จะมีหนี้บานปลายได้ หากท่านไม่สามารถควบคุมจิตใจในการใช้จ่ายได้ ไม่มีวินัยในการใช้จ่าย นึกอยู่เสมอครับว่า จำเป็นไหม ? ถ้าไม่จำเป็นไม่ต้องจ่าย ไม่ต้องซื้อ คิดเสมอว่า อย่าปล่อยให้เกิดดอกเบี้ย ดอกเบี้ยบัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด อันตรายหนักมาก T^T 20% ++ ต่อปี ผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหุ้นตั้งแต่เปิดทำการยังแค่ 12% เท่านั้นเองครับ

ปล.ผมไม่สนับสนุนให้มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้และดอกแพงๆแบบนี้นะครับ



วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

รักความสบายมากเกินไป ศัตรูตัวร้ายของชีวิต

หัวข้อนี้รุนแรงมากๆ ฮ่าๆ ใครๆก็รักสบายครับ ผมก็ชอบความสบายมากๆ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องมีมันทุกเวลาของชีวิต

"คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยไม่เกิน 8 บรรทัด" ใครอ่านได้เกินแสดงว่าอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยและ สมมุตว่าอ่านได้ 9 บรรทัด (ภูมิใจไหม)

คนไทยสนใจเรื่องความบันเทิง มากกว่าการพัฒนาตนเอง ? (เล่นเกม ดูหนัง ติดซีรีย์ บลาๆๆ)

2 เรื่องที่ยกตัวอย่างมาก็ค่อนข้างมีผลกระทบต่อชีวิตบ้างแล้วครับ

แล้วความสบายมาเกี่ยวยังไง?
ผมขอพูดเป็นอีกคำนึงแทนแล้วกันครับ รักสบายมากเกินไป = กลัวลำบาก  อะไรที่ดูแล้วจะทำให้เราลำบากแน่ๆ เช่น วันหยุด เวลามากๆ งานไม่ต้องทำ นอน ดูหนังหาความเพลิดเพลินให้ตัวเอง แทนที่จะหาหนังสือมาอ่าน หรือศึกษาความรู้เพิ่มเติม เพราะว่า อ่านแล้วหลับแน่ๆ ศึกษาอะไรเพิ่มเติม ปวดหัวไม่เอาดีกว่า (เป็นข้ออ้างกับตัวเอง และก็อนุมัติให้ตัวเองขี้เกียจซะอย่างนั้น)

หรือ เรื่องเก็บเงิน คนทั่วๆไป ที่น่าจะยากจน คงคิดว่า "เก็บไปแล้วเดือนนี้จะใช้อะไรล่ะ มันไม่พอใช้" ไม่พอใช้ผมไม่ว่านะ แต่ถามว่า

  • คุณใช้เงินฟุ่มเฟือยหรือเปล่า 
  • ลองลดค่าใช้จ่ายของคุณหรือยัง หรือ
  • เริ่มต้นง่ายๆ ทำบัญชีรับ-จ่าย ได้กี่วันแล้ว 

ถ้าทำทั้งหมดแล้วยังไม่พอใช้ คุณก็ต้องพัฒนาตนเอง ให้มีความสามารถ อัพเงินเดือนให้ตัวเอง สร้างมูลค่าให้ตัวเอง องค์กรไหนเค้าก็สู้เงินเดือน ถ้าคุณเก่ง ขยันทำงาน และทำประโยชน์มากมายให้กับองค์กร

แต่สำหรับคนที่น่าจะจนยาก คงคิดว่า

  • พิจารณารายรับรายจ่าย เดือนนี้เราซื้ออะไรมากเกินไป เดือนหน้าลองลดดูนะ
  • หาหนังสือพัฒนาตนเองมาอ่านสักหน่อย เพิ่มความสามารถในการทำงาน

ลำบากวันนี้ สบายวันหน้า ผมว่าจริง สละเวลาพักผ่อนหย่อนใจธรรมดา เป็นอ่านหนังสือหาความรู้ด้วย แถมพักผ่อนหย่อนใจได้อีก (อันนี้ผมเป็น เพราะว่า รู้สึกมีความสุขมาก เวลาอ่านหนังสือแล้วเข้าใจ ฮ่าๆ) รู้ก่อน ทำได้ก่อน ก็ได้เปรียบกว่า คุณจะรู้ข้อผิดพลาดก่อน จริงๆคุณไปบอกคนอื่นต่อได้ แต่ถ้าเขาไม่เจอเอง ก็จะไม่เข้าใจได้ง่ายๆหรอกครับ

ใครยังรักสบาย ยังกลัวลำบาก ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรครับ คุณอยู่กับที่ของคุณนั่นแหละ รอดูคนอื่นแซงหน้าคุณไปเรื่อยๆ จนคนรุ่นหลังก็แซงไป รอให้คนแซงหน้าคุณไปจนคุณนึกขึ้นได้ว่า ทำไมตอนนั้นเราไม่ทำอย่างนั้น อย่างนี้ ถ้าคิดและทำได้ตอนนี้ก็น่าจะไม่สายนะครับ :D

วันหยุดเสาร์-อาทิตย์นี้ ทดลองสละเวลาแห่งความบันเทิง มาเป็นเวลาแห่งการเพิ่มความรู้ดูครับ จะนั่งอ่าน blog WealthyStory หรือหนังสือเล่มที่สนใจก็ไม่ว่ากันครับ ถ้าอย่างน้อยคุณก็เริ่มจะกระโดดออกมาจาก comfort zone อันแสนสบาย ของคุณได้บ้างแล้ว

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สร้างวินัยการลงทุน ด้วยเทคนิคการลงทุนแบบ Dollar Cost Averaging (DCA)

หลังจากที่เราเริ่มสร้างวินัยของเราด้วยการออมแล้ว โดยเก็บเงินออมทุกๆเดือน เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ต่อไปเรามารู้จักกับเทคนิคการลงทุนแบบ Dollar Cost Averaging (DCA) สร้างวินัยได้อย่างไร

Dollar Cost Averaging (DCA) 

เทคนิคการลงทุนนี้คือ ใช้เงินจำนวนเท่าๆกัน ในการซื้อหน่วยลงทุน ถัวกันไปทุกๆเดือน สังเกตว่า จะมีลักษณะคล้ายๆกับการเก็บออมเงิน เท่าๆกันทุกๆเดือน (สูตรสำเร็จการออมเงิน [รายรับ - เงินออม= รายจ่าย]) 

โดยเทคนิคการลงทุนแบบ DCA นั้น จะไม่สนใจราคาของหน่วยลงทุนนั้นๆ โดยเราจะได้หน่วยลงทุนเพิ่มขึ้นทุกๆเดือน ลองดูรูปตัวอย่างครับ


สังเกตุในส่วน Hi light สีแดงครับ จะเป็นช่วงราคาขาลง ในเดือนที่ 8 ราคาอยู่ที่ 9 บาท แต่ต้นทุนเฉลี่ยเราอยู่ที่ 10.88 บาท (ขาดทุน) หากเกิดราคาอยู่ในช่วงขาลงเป็นเวลานานมากๆ ควรจะควบคุมจิตใจให้ดีครับ ถ้าเลือกถูกตัวแล้ว ไม่ต้องขายครับ

แต่สุดท้ายหากตลาดกลับมาเป็นปกติแล้ว เราก็ยังจะมีโอกาสชนะตลาดอยู่ครับ

ข้อดีของเทคนิค DCA นี้ก็คือ เราจะไม่ต้องปวดหัวกับราคาที่ผันผวน เราจะมีหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้นทุกๆเดือน สะสมไปเรื่อยๆ และหากเป็นราคาช่วงขาขึ้นต้นทุนที่เกิดขึ้นจะเป็นต้นทุนเฉลี่ย พอที่จะชนะตลาดได้ หากเป็นราคาช่วงขาลงการใช้เทคนิคนี้จะทำให้ขาดทุนได้น้อยกว่า การลงทุนจำนวนเงินมากๆในครั้งเดียว  อีกข้อที่สำคัญก็คือ สร้างความมีวินัยในการลงทุนให้เราได้จริงๆครับ

เทคนิคการลงทุนแบบ DCA นี้สามารถใช้ได้กับทั้ง หุ้น และ กองทุนรวม ครับ เลือกที่เหมาะสม และที่เราเข้าใจมากที่สุด เพื่อปิดความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่รู้ของเราครับ

Note:เทคนิคการลงทุนแบบ DCA นั้นคุณผู้อ่านจำเป็นต้องเลือกลงทุนในหน่วยลงทุนที่มีคุณภาพ ถ้าหากพูดในมุมมองของหุ้น คือ คุณจะต้องเลือกเป็นเจ้าของธุรกิจที่ มีการบริหารที่ดี มีกำไร และเติบโตอยู่เสมอ เพราะจะทำให้คุณมั่นใจได้ส่วนหนึ่ง ว่าเราน่าจะสามารถโตไปกับบริษัท หรือ กองทุนที่เราเข้าไปลงทุนได้ครับ